Bluekoff Explorer : Finca La Paz de Colombia

     HOLA!! Bienvenidos a Colombia ....สวัสดีค่า ยินดีต้อนรับสู่โคลอมเบีย เราเชื่อว่าหลายๆ คนที่เป็นนักดื่มกาแฟ ก็คงเคยได้ยินชื่อประเทศนี้มาแล้วล่ะ แต่วันนี้เราจะทำให้คุณยิ่งรู้จักกับประเทศนี้มากขึ้น พร้อมมาหาคำตอบว่าอะไรที่ทำให้กาแฟจากประเทศโคลอมเบียมีชื่อเสียงระดับโลกและมีรสชาติดีจนเป็นที่ชื่นชอบของนักดื่มกาแฟทั่วโลก

     ในด้านของเมล็ดกาแฟ โคลอมเบียเป็นประเทศที่สามารถปลูกกาแฟ ทำการผลิตและส่งออกปริมาณมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในฐานะผู้ผลิตกาแฟอราบิก้าระดับ High End โดยประวัติศาสตร์ของโคลอมเบียมีความเป็นมาใกล้เคียงกับการผลิตกาแฟเลยก็ว่าได้ โดยเกษตรกร Juan Valdez เป็นผู้บุกเบิกการผลิตและส่งออกกาแฟที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศ ในปี ค.ศ.2011 องค์กร UNESCO ยกให้ The “Coffee Cultural Landscape” of Colombia  เป็นมรดกโลก

     เอาล่ะค่ะ เราก็พอจะได้ทราบความเป็นมาของกาแฟโคลอมเบียกันมาคร่าวๆ แล้วนะคะ แม้ว่าประเทศไทยและโคลอมเบียจะอยู่คนละซีกโลก แต่ก็อยู่ในแถบบริเวณเส้นศูนย์สูตรเหมือนกัน ในส่วนของลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ พื้นที่ปลูกและสายพันธุ์ของกาแฟก็มีความใกล้เคียงกัน ในส่วนของรสชาติกาแฟก็มีความคล้ายบ้าง ต่างบ้าง ปะปนกันไป แต่ด้วยชื่อเสียงด้านคุณภาพเมล็ดกาแฟและประวัติศาสตร์การพัฒนาการผลิตกาแฟของโคลอมเบียมีมานานกว่ามาก ทำให้พวกเราสนใจที่จะเดินทางไปดูและศึกษาฟาร์มในโคลอมเบียด้วยตนเอง ว่าในประเทศโคลอมเบียมีการเพาะปลูกและทำการโปรเซสอย่างไร ที่ทำให้กาแฟโคลอมเบียเป็นที่รู้จักในวงการกาแฟเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

     เริ่มต้นที่ช่วงเดือนสิงหาคม 2019 ทีมบลูคอฟ และเพื่อนๆ ในวงการกาแฟ เราจองตั๋วเครื่องบินไปยังเมืองโบโกต้า เมืองหลวงของโคลอมเบีย ใช้เวลาในการเดินทางจากประเทศไทยถึงโคลอมเบียเป็นระยะเวลา 34 ชั่วโมง เกือบ 1 วันเต็มๆ และจากเมืองโบโกต้า นั่งเครื่องบินต่อไปยัง Pasto ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ในแถบ Narino ภาคตะวันตกเฉียงใต้ อีกประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถยนต์ เพื่อไปฟาร์มของ Don Francisco ที่อยู่ตำบล Chachagui  ซึ่งมีพื้นที่ตั้งอยู่บนเนินเขา สิริรวมแล้วเดินทางร่วม 40 ชั่วโมง นับว่าเป็นการเดินทางอันแสนทรหด ปวดเมื่อยกันไปเลยทีเดียว

     ไม่นานรถยนต์คันใหญ่ก็พาพวกเรามาถึงฟาร์มที่มีส่วนของบ้าน ที่ทำโปรเซสกาแฟ และที่ปลูกต้นกาแฟ กว้างสุดลูกหูลูกตา ทิวเขาขนาดใหญ่สีเขียวมีเมฆปกคลุมบางส่วนชวนให้สบายตา อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน หลังจากที่เราได้ทักทายทำความรู้จักกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้นำทริปของเราคือคุณนุ่นซึ่งได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับลูกชายเจ้าของฟาร์ม จึงทำให้ทริปนี้ได้มีการคุยแลกเปลี่ยนประสบกาณ์มากขึ้นไม่นานรถยนต์คันใหญ่ก็พาพวกเรามาถึงฟาร์มที่มีส่วนของบ้าน ที่ทำโปรเซสกาแฟ และที่ปลูกต้นกาแฟ กว้างสุดลูกหูลูกตา ทิวเขาขนาดใหญ่สีเขียวมีเมฆปกคลุมบางส่วนชวนให้สบายตา อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน หลังจากที่เราได้ทักทายทำความรู้จักกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้นำทริปของเราคือคุณนุ่นซึ่งได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับลูกชายเจ้าของฟาร์ม จึงทำให้ทริปนี้ได้มีการคุยแลกเปลี่ยนประสบกาณ์มากขึ้น

     คุณพ่อที่เป็นเจ้าของฟาร์ม ชื่อว่า Don Francisco ที่ได้รับเกียรติให้เป็น Don เพราะว่าคุณพ่อทำกาแฟมานาน และเป็นที่รักของคนในพื้นที่ จนได้รับการนับถือว่าเป็น Don คือ "ท่าน" นั่นเองค่ะ ^^ คุณพ่อเล่าต่อว่า ฟาร์มกาแฟ Finca La Paz เริ่มต้นตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษในสมัยล่าอาณานิคม ครอบครัวได้มาตั้งถิ่นฐานพร้อมกับเริ่มปลูกกาแฟที่โคลอมเบีย และทำการเกษตรและแปรรูปกาแฟตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

     หลังจากพูดคุยและพักผ่อนกันอย่างเต็มที่แล้ว ในวันต่อมาเราก็พร้อมลุยเข้าฟาร์มกันแล้วค่ะ ฟาร์มกาแฟของครอบครัวฟรานซิสโกเป็นฟาร์มขนาดใหญ่สำหรับพวกเรา แต่นับว่าเป็นขนาดกลางๆ ในประเทศโคลอมเบีย อยู่บริเวณภูเขาหลังบ้าน ใช้เวลาไปเดิน - กลับ ประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ

     พื้นที่ที่ปลูกตั้งอยู่ในจังหวัด Narino (นาริโน) อำเภอ Pasto (ปาสโต้) ตำบล Chachagui (ชาชากุย) ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ภูมิประเทศหลักเป็นภูเขาและแนวเขาขนาดใหญ่ สูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800 – 2,000 เมตร มีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับตัว ชื่อ Galeras ซึ่งคิดว่ามีผลทำให้เกิดดินที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการทำเกษตร นอกจากนี้ยังติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีการพัดเอาความชื้นมาทำให้อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และมีปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอเหมาะสมต่อต้นกาแฟ

     ในบริเวณแปลงปลูกมีต้นกาแฟหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ Colombia (โคลอมเบีย), Castillo (คาสติลโย), Caturra (คาทุรา) นอกจากนี้ ยังมีสายพันธุ์อื่นๆ อีก เช่น Geisha (เกอิชา) และ Bourbon (เบอร์บอน) เป็นต้น โดยหลายพื้นที่ในฟาร์มจะทำการปลูกแบ่งแยกสายพันธุ์ชัดเจน ทำให้เก็บเกี่ยวแยกสายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกันได้ง่ายขึ้น และบำรุงรักษาต้นตามความต้องการของสายพันธุ์นั้นๆ ได้อย่างสะดวก

     ลักษณะของพื้นที่มีการปรับพื้นให้มีลักษณะคล้ายขั้นบันได และมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม สามารถมองเห็นภูเขาไฟ Galeras ได้ มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณมากกว่า 30 เอเคอร์ หรือ 180 ไร่ มีต้นกาแฟมากกว่า 10,000 ต้น ซึ่งทุกต้นได้รับการดูแลอย่างดี มีระบบการให้น้ำและปุ๋ยที่เพียงพอตลอดทั้งปี

     โดยการทำปุ๋ยของฟาร์มนี้ทำกันอย่างจริงจังและใจเย็น หลักๆ 90% คือใช้เปลือกเชอร์รี่กาแฟที่สีออก เศษใบไม้ เศษอาหารสัตว์ และมูลสัตว์ ทำเป็นโรงปุ๋ยหมักแห้งและหมักเปียก ทำให้มีปุ๋ยเพียงพอตลอดปี

     โดยที่ฟาร์มจะไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง และยังมีการปลูกพืชชนิดอื่นแซมในฟาร์มอีกด้วย เช่น พืชตระกูลส้ม, สับปะรด, วอลต์นัท และเบอร์รี่ป่า เป็นต้น ทำให้เกิดความหลากหลายและสมดุลของระบบนิเวศน์ภายในฟาร์ม

     ในด้านของการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟจะใช้คนเก็บด้วยมือ และใช้ม้าเป็นพาหนะในการขนเมล็ดเชอร์รี่กาแฟ มายังบริเวณที่ทำการโปรเซส ซึ่งการใช้ม้าเป็นพาหนะในการเดินทางและขนส่งต่างๆ ก็นับว่าเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวโคลอมเบียค่ะ

     โปรเซสส่วนใหญ่ที่ทำคือ Washed Process ซึ่งเป็นการแปรรูปที่มีมาแต่ดั้งเดิม สถานที่ที่ใช้ทำการโปรเซส จะทำในบริเวณบ้านที่ครอบครัวอาศัยอยู่นั้นเลย เพื่อที่จะควบคุมและจัดการได้สะดวก โดยแบ่งสัดส่วนให้สามารถทำงานและทำความสะอาดง่าย ทำให้เห็นชัดเจนว่าโรงผลิตที่นี่มีความสะอาดมาก ไม่มีกลิ่นเหม็นเลย

     ในการทำโปรเซส จะมีเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการผลิต เพื่อให้รักษาคุณภาพของเมล็ดกาแฟได้ดีและคงที่ มีระบบการลำเลียงของเหลือจากการโปรเซส เช่น เปลือกของเชอร์รี่กาแฟไปยังโรงปุ๋ยหมัก เพื่อนำไปใส่ต้นกาแฟ รวมถึงน้ำที่ใช้ในการทำโปรเซสจะถูกลำเลียงไปยังถังพักน้ำบริเวณฟาร์ม สำหรับใช้ในระบบน้ำหยดสำหรับรดน้ำต้นกาแฟ เป็นต้น

     แม้ว่าที่นี่จะไม่ได้ทำโปรเซสพิเศษแบบหวือหวา แต่ก็นับว่ามีความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิตที่สูงมาก รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และมีการจัดการกับของเสียอย่างมีประสิทธิภาพมากอีกด้วย

     และเรื่องราวต่างๆ ก็เดินทางมาถึงวันก่อนกลับที่เราได้ทำการคัปปิ้งกาแฟสายพันธุ์ต่างๆ ที่ปลูกภายในฟาร์ม และได้เลือกซื้อเมล็ดกาแฟกลับมา นับว่าเป็น DIRECT TRADE ครั้งแรกของพวกเรา จุดประสงค์ก็เพื่อให้นำมาแชร์หรือแบ่งปันประสบการณ์ที่พวกเราได้ไปเจอะเจอมา ผ่านเมล็ดกาแฟทั้งหมด 4 ตัว ได้แก่

1. Colombia Finca La Paz : Red Castillo

- รสชาติเปรี้ยวฉ่ำของผลไม้เขตร้อน เช่น มะม่วงอินเดีย (เนื้อสีออกส้มแดง)

- เนื้อสัมผัสหนักแน่น แต่นุ่มนวลคล้ายโยเกิร์ตดริ๊งค์

Tasting notes : Tropical fruit, Indian mango, yogurt drink, medium body and smooth texture.

2. Colombia Finca La Paz : Red Colombia

- รสชาติซับซ้อนของผลไม้หลากหลายชนิด เช่น ส้มโอเนื้อหวาน, ชารอยบอส, น้ำแอปเปิ้ล, ดอกชบา และจบท้ายด้วยรสหวานของชาแดง
- เนื้อสัมผัสกลางๆ คล้ายน้ำผลไม้ และจบท้ายด้วยชาหอม

Tasting notes : Very complex of sweet pomelo, rooibos tea, apple juice, hibiscus and sweet red tea finish.

3. Colombia Finca La Paz : Yellow Colombia

- รสชาติขององุ่นเขียว ที่มีความหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย, มีความหอมหวานคล้ายน้ำตาลทรายแดง

- เนื้อสัมผัสเนื้อสัมผัสนุ่มนวล คล้ายกับช็อกโกแลตชั้นดี 

Tasting notes : Green grape, brown sugar, chocolate, mild acidity-silky mouthfeel, very sweet and clean finish.

4. Colombia Finca La Paz : Bajo Casa Yellow Caturra

- กลิ่นช่วงต้น หอมคล้ายดอกไม้สีชมพู และมีรสชาติเปรี้ยวฉ่ำของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีรสเปรี้ยวหวานฉ่ำ

- เนื้อสัมผัสนุ่มนวล และมีความหวานตอนท้ายยาวนาน

Tasting notes : Pink sakura, mixed berry, custard apple, juicy acidity, syrupy mouthfeel and sweet lingering finish.

     ซึ่งแต่ละตัวมีเอกลักษณ์และรสชาติแตกต่างกันออกไปไปตามสายพันธุ์บางตัวมีกลิ่นดอกไม้หอม, บางตัวมีความเป็นผลไม้ และบางตัวก็มีความคล้ายกับชาชั้นดี เป็นความหลากหลายที่น่าสนใจ สร้างความน่าตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ดื่ม เหล่าผู้คนที่รักในการดื่มกาแฟก็จะได้รู้รสชาติของกาแฟจากแต่ละสายพันธุ์ว่ามีรสชาติหรือจุดเด่นอย่างไร นับว่าเป็นการสร้างประสบการณ์ในการดื่มกาแฟใหม่ๆ หากใครที่อยากลิ้มลองกาแฟจากทั้ง 4 สายพันธุ์นี้ก็สามารถติดตามได้ที่ Bluekoff นะคะ

      สุดท้ายทีมบลูคอฟ ต้องขอขอบคุณครอบครัวของคุณฟรานซิสโก ที่ต้อนรับและดูแลพวกเราเป็นอย่างดี แถมยังให้ความรู้ และแรงบันดาลใจในการทำกาแฟให้มีคุณภาพ เพื่อที่เราจะนำกลับมาพัฒนาคุณภาพของกาแฟไทยต่อไป ....Gracias!!!