Bluekoff Dry process

     ในครั้งที่แล้ว เราได้พูดถึงการโปรเซสแบบเปียก หรือ Washed Process กันไปแล้ว หากใครยังไม่ได้อ่านบทความนี้สามารถคลิกได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

Bluekoff Washed Process : https://www.bluekoff.com/Article.aspx?m=view&cat=&id=78

     วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับการโปรเซสแบบแห้ง หรือ Dry Process/Natural Process กันค่ะ ต้องบอกก่อนว่าวิธีการแปรรูปเมล็ดกาแฟนั้นส่งผลกระทบต่อรสชาติของกาแฟแก้วโปรดของคุณอย่างชัดเจน กาแฟจากแต่ละโปรเซสจะมีความโดดเด่นแตกต่างกันไปนั่นเอง

     Natural process นับว่าเป็นวิธีการโปรเซสที่เก่าแก่ที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยเชอร์รี่กาแฟจะถูกนำไปตากบนลานหรือตะแกรง และเกลี่ยให้บาง โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 15-30 วัน จากนั้นจึงนำมาสีแยกผลกาแฟแห้งออกมาเป็นเมล็ดกาแฟสาร หรือ เมล็ดดิบนั่นเอง

     วิธีการโปรเซสรูปแบบนี้เชอร์รี่กาแฟจะถูกนำมาตากทั้งผล โดยน้ำตาลที่มีอยู่ในเชอร์รี่กาแฟที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ทำให้เกิดการหมักที่มากกว่าการโปรเซสแบบอื่น ดังนั้นแล้ว กลิ่นและรสชาติของกาแฟจะให้ความรู้สึกเหมือนผลไม้สุก ผลไม้ตากแห้ง จะมีเนื้อสัมผัสมาก มีความหวานฉ่ำ

     แต่วิธีการโปรเซสรูปแบบนี้เองก็มีความเสี่ยงในการเกิดเชื้อราในระหว่างที่ตาก, บางครั้งอาจจะเกิดการหมักที่มากเกินไป และอาจจะเกิดการเน่าเสียได้ ต้องตากในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ขณะตากให้ทำการเกลี่ยกาแฟเป็นชั้นบางๆ เพื่อให้ผลกาแฟแห้งเท่ากันอย่างสม่ำเสมอ และพลิกกลับบ่อยๆ เพื่อป้องกันกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์นั่นเองค่ะ

     วิธีการโปรเซสนี้นิยมใช้กับผู้ผลิตในบริเวณพื้นที่ที่มีทรัพยากรน้ำน้อยหรือแหล่งน้ำน้อย ซึ่งวิธีการนี้นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี แต่เดิมเราจะเห็นวิธีการโปรเซสนี้ได้บ่อยๆ จากแหล่งปลูกเอธิโอเปีย และบางพื้นที่ในบราซิล แต่ในปัจจุบันการโปรเซสรูปแบบนี้ก็ทำกันเกือบทุกพื้นที่ปลูกทั่วโลก

     สำหรับบลูคอฟเองก็ผลิตกาแฟจากโปรเซสนี้เช่นกัน มาดูกันว่า Dry process ในรูปแบบของบลูคอฟนั้นจะมีขั้นตอนการผลิตอย่างไรบ้างค่ะ

     การทำ Dry Process ในรูปแบบของเราจะเริ่มทำในช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยว ประมาณกลางค่อนปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป เนื่องจากเมล็ดกาแฟจะหวานจัดและสะสมสารอาหารได้เต็มที่

     หลังจากได้เชอร์รี่กาแฟแล้ว เราจะนำเมล็ดกาแฟเชอร์รี่มาล้างน้ำ ทำความสะอาดฝุ่น  ดินและแยกเศษกิ่งไม้ต่างๆ ออกก่อนที่จะนำเชอร์รี่กาแฟไปตาก

     หลังจากทำความสะอาดและแยกเศษใบไม้ กิ่งไม้ต่างๆ ออกเรียบร้อยแล้ว เราจะนำมาตากแดดบนลานคอนกรีตขนาดใหญ่ และตะแกรงที่ทำขึ้นมาสำหรับตากโดยเฉพาะ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

     เชอร์รี่กาแฟที่ไม่สมบูรณ์ จะถูกคัดทิ้งด้วยมือคน รวมถึงมีการพลิกเกลี่ยเมล็ดกาแฟในระหว่างวัน จนกว่าจะได้กะลากาแฟที่แห้งสมบูรณ์

     หลังจากที่เราทำการตากเชอร์รี่กาแฟจนแห้งดีแล้ว จะถูกบรรจุลงในกระสอบป่านเพื่อนำเข้าโรงบ่มเพื่อพักกาแฟไว้ก่อนเช่นเดียวกับเมล็ดกาแฟจาก Washed process แต่สำหรับ Dry process เราจะบ่มกาแฟทั้งที่ยังมีเปลือกเชอร์รี่กาแฟหุ้มอยู่ค่ะ เมื่อพักกาแฟในระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว จะนำเอาเชอร์รี่กาแฟมาสีเอาเปลือกและกะลาออกมา ให้เหลือเพียงเมล็ดกาแฟสาร หรือเมล็ดกาแฟดิบ จากนั้นเราจะนำเมล็ดกาแฟมาคั่วด้วยโปรไฟล์เฉพาะ

     โดยกาแฟจาก Dry process ของเราสามารถนำมาชงได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะชงเป็นเอสเพรสโซ่หรือฟิลเตอร์ ด้วยบอดี้ที่มากทำให้สามารถชงได้ทั้งแบบกาแฟดำและกาแฟนม ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีของลูกค้าที่ต้องการเมล็ดกาแฟ

สามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ที่ : https://shop.bluekoff.com/ProductList.aspx?cat=58&id=6&p=N