เมล็ดกาแฟคั่วมีวันหมดอายุหรือไม่?

     สำหรับนักชงกาแฟมือใหม่ อาจจะเคยสงสัยว่าเมล็ดกาแฟคั่วมีวันหมดอายุหรือไม่ และทำไมเมล็ดกาแฟคั่วจึงเก็บได้ไม่นานเท่ากาแฟสำเร็จรูป วันนี้บลูคอฟจะมาตอบข้อสงสัยกันค่ะ พร้อมทั้งวิธีการสังเกตเมล็ดกาแฟที่เริ่มเสื่อมสภาพว่าเป็นแบบไหน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับเหล่าคอกาแฟ เนื่องจากมีผลต่อรสชาติของกาแฟแก้วโปรดของคุณนั่นเอง

วันหมดอายุของเมล็ดกาแฟ

     เมล็ดกาแฟคั่วส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุวันหมดอายุไว้ชัดเจน แต่จะถูกระบุเป็นวันที่ทำการคั่วหรือวันที่ทำการผลิต เพื่อคำนวณอายุของเมล็ดกาแฟ หรืออาจจะระบุเป็น BBD (Best before date) คือ วันที่ควรบริโภคก่อน เพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติของกาแฟที่ดีที่สุด

     เนื่องจากเมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่วจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นอยู่ในเซลล์ของเมล็ดกาแฟ หากเราทำการสกัดกาแฟหลังจากคั่วไม่นาน เราอาจจะยังไม่ได้กลิ่นและรสชาติที่ชัดเจน เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้จะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้น้ำเข้าไปทำการสกัดเอากลิ่นและรสชาติที่มีในกาแฟออกมาได้อย่างเต็มที่ และในขณะเดียวกันหากเราเก็บเมล็ดกาแฟไว้นานเกินไปก็อาจจะทำให้กลิ่นและรสชาติบางอย่างหายไปได้เช่นเดียวกัน และอาจเกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เพิ่มเข้ามา เช่น กลิ่นหืน หรือหญ้าแห้ง เป็นต้น นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเมล็ดกาแฟที่เพิ่งคั่วจึงควรเก็บไว้ช่วงหนึ่งก่อนนำมาชง และทำไมไม่ควรเก็บไว้นานจนเกินไปนั่นเอง

     แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ระยะเวลาในการเก็บเพียงอย่างเดียวที่มีผลต่อรสชาติของกาแฟ หากนักชงกาแฟมีวิธีการเก็บรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม ก็จะช่วยให้รักษากลิ่นและรสชาติให้มีความสดใหม่และชัดเจน รวมถึงยืดอายุของกาแฟได้นานมากขึ้นอีกด้วย

หลักเกณฑ์ง่ายๆ ในการกำหนดวันที่ควรบริโภคก่อนของเมล็ดกาแฟคั่ว

เมล็ดกาแฟคั่วที่บรรจุในถุงฟอยด์มีวาล์ว

     สามารถเก็บได้ 1-3 เดือน แนะนำให้เก็บไว้ไม่เกิน 1 เดือน (นับจากวันที่ผลิตที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์)

เมล็ดกาแฟคั่วที่บรรจุในถุงฟอยด์ ที่มีการเติมก๊าซไนโตรเจนในถุงกาแฟ

     สามารถเก็บได้ 1-2 ปี (แบบไม่เปิดถุง)

เมล็ดกาแฟคั่วที่บดแล้ว

     สามารถเก็บได้ 7-15 วัน (แบบไม่เปิดถุง) เนื่องจากเมล็ดกาแฟที่บดแล้วจะสามารถคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เร็วขึ้น จึงทำให้สูญเสียกลิ่นและรสชาติได้ง่ายขึ้น


*ข้อมูลส่วนนี้เป็นคำแนะนำสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟในสภาวะปกติทั่วไป คือ การเก็บให้พ้นจากแสง, ความร้อน และความชื้น

วิธีการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟคั่ว : https://www.bluekoff.com/Article.aspx?m=view&cat=1&id=10

** สำหรับการเก็บเมล็ดกาแฟคั่วในช่องฟรีซ : สามารถเก็บได้ 6 เดือน – 1 ปี แนะนำให้ไม่เกิน 6 เดือน (นับจากวันที่ผลิตที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์) ควรเก็บในถุงปิดสนิทบรรจุในกล่องพลาสติกทนความเย็นอีกชั้นนึง และต้องระวังเรื่องเมล็ดกาแฟอาจดูดกลิ่นจากช่องแช่แข็งได้

การเก็บรักษาเมล็ดกาแฟแบบ Freezing และผลลัพธ์ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน : https://www.bluekoff.com/Article.aspx?m=view&cat=5&id=23


วิธีการสังเกตว่าเมล็ดกาแฟเริ่มจะเสื่อมคุณภาพแล้ว

     วิธีการแยกแยะเมล็ดกาแฟใหม่และเมล็ดกาแฟเก่า สำหรับหลายคนที่เพิ่งเรียนรู้วิธีการสกัดกาแฟหรือเริ่มชิมกาแฟ อาจจะยากหน่อยเพราะเมล็ดกาแฟมีกลิ่นและรสชาติที่หลากหลาย จึงมีข้อสังเกตง่ายๆ มาให้คุณดูกันค่ะ

     1. สำหรับการสกัดแบบดริป ให้สังเกตฟองอากาศขณะที่ทำการ Blooming หรือการสกัดโดยใช้เครื่องชงกาแฟให้สังเกต Crema ของ Shot Espresso โดยปริมาณฟองกาศและครีม่า จะเป็นส่วนที่บอกอายุของกาแฟได้ในเบื้องต้น โดยการที่มีอายุมากจะมีฟองอากาศและครีม่าน้อยมากและอาจทำให้เวลาในการสกัดเร็วขึ้นอีกด้วย

     2. กลิ่นหอมน้อยลง, รสชาติจืดกว่าปกติ (สำหรับเมล็ดกาแฟเดียวกัน), มีรสขมมากขึ้น

     3. มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นหืน กลิ่นคล้ายหญ้าแห้ง จะแสดงออกชัดเจนสำหรับเมล็ดกาแฟที่คั่วระดับเข้ม

วิธีการแก้ไขเมื่อเริ่มจะเสื่อมคุณภาพ

     1. ปรับปัจจัยอื่นๆ และวิธีการชง เพื่อเพิ่มอัตราในการสกัด เช่น ปรับขนาดของผงกาแฟให้ละเอียดขึ้น, เพิ่มปริมาณผงกาแฟที่ใช้ในการสกัด เป็นต้น

      2. นำไปทำ Cold brew

สรุป

     สำหรับเมล็ดกาแฟคั่วนั้น จะไม่มีวันหมดอายุที่แน่นอน แต่ระยะเวลามีผลต่อคุณภาพและรสชาติของกาแฟ รวมถึงวิธีการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟที่ถูกต้องและเหมาะสมนั้น มีส่วนสำคัญในการยืดอายุการเก็บรักษากลิ่นและรสชาติของเมล็ดกาแฟอย่างมาก โดยการเฉพาะการเก็บในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจน แสง ความร้อน และความชื้น เพื่อให้แน่ใจว่ากาแฟจะคงความสดใหม่ได้นานที่สุด และใช้กาแฟในปริมาณที่พอดีกับการชงในแต่ละครั้ง ดังนั้นนักชงกาแฟ ควรฝึกสังเกตลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเมล็ดกาแฟในช่วงอายุต่างๆ ในระหว่างการสกัดและฝึกชิมรสชาติของกาแฟว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร สุดท้ายแล้วเพื่อหาว่าเราชอบรสชาติเมล็ดกาแฟที่มีอายุประมาณกี่วันนั่นเอง